หน้าแรก



จะคลอดแบบไหนดี

การคลอดจะมีสองวิธีคือ การคลอดทางช่องคลอด หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่าคลอดธรรมชาติ และการคลอดโดยการผ่าตัดคลอด โดยการคลอดแต่ละแบบจะมีผลดีและผลเสียต่อสุขภาพของแม่และทารกที่แตกต่างกันออกไป

ในปัจจุบันแม้ว่าทั้งบุคลากรทางการแพทย์และสตรีตั้งครรภ์ส่วนใหญ่พอจะทราบถึงผลเสียของการผ่าตัดคลอด แต่อัตราการผ่าตัดคลอดทั่วทั้งโลกกลับค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งมักจะมาจากเหตุผลด้านความสะดวกสบายที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับความจำเป็นทางการแพทย์ เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้เว็บไซต์ “คลอดปลอดภัย” โดยการสนับสนุนภายใต้โครงการวิจัย QUALI-DEC จึงต้องการนำเสนอมุมมองผ่านเครื่องมือต่าง ๆ เพื่อช่วยให้คุณตัดสินใจได้ว่าวิธีไหมคือการคลอดที่ดีที่สุด คลอดปลอดภัยที่สุด

คลอดทางช่องคลอด หรือ ผ่าตัดคลอด: ตัดสินใจอย่างไรดี

การคลอดลูกเป็นช่วงเวลาหนึ่งที่สำคัญและน่าจดจำที่สุดสำหรับชีวิตของผู้หญิง และเป็นเรื่องที่ควรจะได้รับข้อมูลและศึกษาในรายละเอียดตั้งแต่ก่อนจะถึงกำหนดคลอดเพื่อการคลอดที่ปลอดภัย หลายคนจะตั้งคำถามและพยายามหาคำตอบว่าจะคลอดทางช่องคลอด (หรือคลอดธรรมชาติ) หรือควรจะ ผ่าตัดคลอด ควรจะเลือกวิธีไหนดี

เว็บไซต์คลอดปลอดภัยนี้ ได้เตรียมข้อมูลที่ประกอบไปด้วยหลักฐานจากงานวิจัยทางการแพทย์ที่ทันสมัย เพื่อคุณแม่ที่กำลังจะเตรียมคลอดได้รับทราบข้อมูลที่ครบถ้วนที่สุด

ดาวน์โหลด “คู่มือผู้คลอด” (DAT) ได้ ที่นี่

สแกน qr code คู่มือผู้คลอด

คุณสามารถดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น QUALI-DEC (คู่มือผู้คลอด DAT Application) เพื่อติดตั้งในสมาร์โฟนของคุณได้แล้วโดยการสแกน QR Code นี้

อ่าน “คู่มือผู้คลอด” ฉบับ DAT Flipbook ออนไลน์

Myanmar DAT Flipbook is also available, click HERE.

คู่มือผู้คลอด” ฉบับหนังสือเสียง (DAT Audiobook)

Myanmar DAT Audiobook is also available, click HERE.

วิดีโอที่เกี่ยวข้อง

ข่าวสารที่น่าสนใจ

5 มิถุนายน 2567


แม้ว่าความรู้ทางการแพทย์ในปัจจุบันในเรื่องเกี่ยวกับการคลอดจะก้าวหน้าไปมากแล้ว แต่ในหลาย ๆ ครั้งความรู้ความเข้าใจเหล่านี้ก็ยังไม่สามารถช่วยให้คุณแม่ผู้คลอดรู้สึกปลอดภัย คลายกังวล และสร้างประสบการณ์ในเชิงบวกเกี่ยวกับการคลอดได้

องค์การอนามัยโลกได้ให้ความสำคัญและให้การสนับสนุนการดูแลทางด้านจิตใจและอารมณ์ของคุณแม่ผู้คลอด

เนื่องด้วยในหลาย ๆ ครั้ง คุณแม่อาจจะรู้สึกไม่ปลอดภัยเนื่องจากมีการแทรกแซงทางการแพทย์ระหว่างการคลอดมากจนเกินความจำเป็น และการแทรกแซงทางการแพทย์เหล่านี้บางครั้งก็เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ควรจะเป็น

องค์การอนามัยโลกเป็นหนึ่งในองค์กรที่สนับสนุนให้มีการพิจารณาการผ่าตัดคลอดก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นทางการแพทย์ และสนับสนุนให้คุณแม่ผู้คลอดได้มีโอกาสร่วมตัดสินใจในการวางแผนการคลอดของตัวเอง

นอกจากนี้ยังสนับสนุนให้ลดความเหลื่อมล้ำทางการแพทย์ระหว่างผู้มีรายได้สูงและรายได้น้อย และปฏิเสธการลดทอนเกียรติศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคุณแม่ผู้คลอดในระหว่างการคลอดด้วย

เพื่อให้คุณแม่คลอดทารกที่มีสุขภาพดี ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยความช่วยเหลือของบุคลากรทางการแพทย์ที่มีความเห็นอกเห็นใจ และมีความเป็นมืออาชีพในการให้การดูแลรักษาที่เหมาะสมปลอดภัย

ที่มา: https://www.who.int/…/making-childbirth-a-positive…

1 มิถุนายน 2567

นักวิจัย Social Scientists ดร.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ และดร.วราลักษณ์ กิตติวัฒน์ไพศาล จากโครงการวิจัย Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการสำรวจหลังการคลอด (Postpartum survey) ที่โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ จ. เชียงราย ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

Postpartum Survey เป็นการเก็บข้อมูลช่วงสุดท้ายก่อนสรุปโครงการวิจัย

โดยนักวิจัยจากโครงการ Quali-Dec คลอดปลอดภัย ได้ทำการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลในส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์สตรีผู้คลอด โดยจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 2 อาทิตย์

ทางโครงการขอกราบขอบพระคุณในความร่วมมือและการต้อนรับของทีมงานทุกท่านจากโรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์เป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยนะคะ

1 มิถุนายน 2567

การผ่าตัดคลอดมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยชีวิตแม่และทารกในกรณีการคลอดที่เสี่ยงและซับซ้อน แต่ในประเทศแอฟริกาใต้กลับมีการใช้การผ่าตัดคลอดมากเกินไป โดยมีอัตราสูงกว่า 10-15% ที่องค์การอนามัยโลกแนะนำอย่างมาก

ในโรงพยาบาลของรัฐในแอฟริกาใต้ อัตราการผ่าตัดคลอดอยู่ที่ 28.8% และในโรงพยาบาลเอกชนอยู่ที่ 75% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 21%

อัตราการผ่าตัดคลอดที่สูงมากในแอฟริกาใต้ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญต่อแม่และทารก ทั้งอัตราการเสียชีวิต ปัญหาสุขภาพในระยะยาว และความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในการตั้งครรภ์ครั้งต่อไป

การพึ่งพาการผ่าตัดคลอดเกินไปมาจากการรับรู้ผิด ๆ เรื่องความปลอดภัย ความสะดวกในการจัดตารางเวลา และความกลัวการฟ้องร้องคดีความทางการแพทย์

อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดคลอดมีความเสี่ยงที่มากกว่า เช่น อาการปวดท้องนาน ตกเลือด และการติดเชื้อ และยังมีความเสี่ยงที่สูงกว่าในอนาคต เช่น ภาวะรกเกาะต่ำและภาวะรกเกาะแน่น

นอกจากนี้ การคลอดธรรมชาติมีประโยชน์สำคัญ เช่น การหลั่งฮอร์โมนสำหรับการสร้างสายสัมพันธ์แม่-ลูก และการให้นมลูก การได้รับแบคทีเรียที่เป็นประโยชน์ ซึ่งมีความสำคัญต่อการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันและสมองของเด็ก

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ เราจึงจำเป็นต้องเน้นถึงความเสี่ยงของการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นและเผยแพร่ความรู้เรื่องประโยชน์ของการคลอดธรรมชาติ เพื่อแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับความปลอดภัยของการผ่าตัดคลอด

ที่มาของข่าว: https://theconversation.com/caesarean-births-south…

28 พฤษภาคม 2567

งานวิจัยเเผย การบล็อกหลังด้วยยาชาเหนือช่องไขสันหลังระหว่างคลอดอาจช่วยลดภาวะแทรกซ้อนหลังคลอดได้

(ที่มาของข่าว: https://www.cbsnews.com/…/epidural-labor-bmj…/ )

แหล่งข่าว CBSnews บอสตัน รายงานข้อสรุปจากงานวิจัยใหม่ที่ตีพิมพ์ในวารสาร BMJ ( https://www.bmj.com/content/385/bmj-2023-077190 ) พบว่าการบล็อกหลังด้วยยาชาเหนือช่องไขสันหลังระหว่างการคลอด อาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนได้

เนื่องจากอัตราการเสียชีวิตของมารดาเพิ่มสูงขึ้นในทุกกลุ่มเชื้อชาติและชาติพันธุ์ทั่วโลก งานวิจัยชิ้นใหม่นี้เก็บข้อมูลในสหราชอาณาจักรจากกลุ่มตัวอย่างของสตรีตั้งครรภ์มากกว่าครึ่งล้านคน โดยได้ชี้ให้เห็นว่า การให้ยาชาบล็อกหลังอาจช่วยลดจำนวนการเสียชีวิตของมารดาลงได้

นักวิจัยพบว่า สตรีผู้คลอดที่ได้รับการบล็อกหลังมีโอกาสน้อยกว่าถึง 35% ที่จะมีภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น หัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือการผ่าตัดมดลูกในช่วงสองสามสัปดาห์แรกหลังคลอด และจะยิ่งลดโอกาสภาวะแทรกซ้อนอันตรายในกลุ่มสตรีที่คลอดก่อนกำหนด หรือผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยง เช่น โรคอ้วนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต

โดยกลไกที่ทำให้การบล็อกหลังอาจลดอัตราการเสียชีวิตของแม่ได้นั้น อาจอธิบายได้ในหลายแง่มุม โดยส่วนหนึ่งอาจจะมาจากการที่จะต้องมีการติดตามดูแลการแพทย์อย่างใกล้ชิดมากกว่าหลังการให้ยาชา ทำให้แพทย์สามารถจัดการกับภาวะแทรกซ้อนใด ๆ ได้เร็วกว่า ดังนั้นจึงอาจไม่สามารถแยกอิทธิพลโดยตรงของการให้ยาชาบล็อกหลังกับการติดตามดูแลทางการแพทย์อย่างใกล้ชิดได้

27 พฤษภาคม 2567

จริงหรือไม่? คลอดตามธรรมชาติ ดีกว่าผ่าคลอด

ที่มา: รายการ Doctor Tips โดย ผศ.ดร.นพ.สกิทา ม่วงไหมทอง ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

24 พฤษภาคม 2567


คุณพ่อสามารถช่วยสนับสนุนคุณแม่เรื่องการให้นมแม่ได้นะคะ 🤱🏽 ด้วยวิธีการต่าง ๆ เหล่านี้ …

🧸ช่วยแบ่งเบาเรื่องงานบ้าน 🧹🧺

🧸ช่วยเลี้ยงลูกที่นอกเหนือจากการให้นม เช่น ช่วยอุ้มเรอ อาบน้ำ เปลี่ยนผ้าอ้อม อุ้มเดิน เป็นต้น

🧸ให้คุณแม่ได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ดูแลให้ได้ทานอาหารครบหมู่และดื่มน้ำเยอะ ๆ

ที่มา: https://www.facebook.com/photo?fbid=859800419512683&set=a.627139002778827

23 พฤษภาคม 2567

ขอแสดงความยินดี 🎉👏🥰 กับทีมงานวิจัย Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) เพื่อการลดการผ่าตัดคลอดที่ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ในประเทศอาร์เจนติน่า ที่ได้ดำเนินกิจกรรมขับเคลื่อนอย่างต่อเนื่องในการเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในเชิงกลยุทธ์

โดยในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ ดร. Gialdini ผู้นำนักวิจัยของโครงการ Quali-Dec ในประเทศอาร์เจนติน่า ได้นำเสนอเกี่ยวกับกลยุทธ์ QUALI-DEC และการมีส่วนร่วมที่สำคัญของสถาบันด้านสุขภาพต่าง ๆ ในประเทศที่จะมีส่วนช่วยในการเก็บข้อมูล การบันทึก และวิเคราะห์ข้อมูลผ่านการระบุของกลุ่มตามการจัดประเภทของ Robson Classification

นอกจากนี้ทางทีมงานยังได้เข้าร่วมสัมมนา “Overmedicalization of Birth in Latin America” ที่จัดโดยเครือข่ายการวิจัยในสูติศาสตร์เชิงวิชาชีพ สุขภาพทางเพศ และสุขภาพการเจริญพันธุ์ในลาตินอเมริกา โดยในการประชุมครั้งนี้ โครงการวิจัย Quali-Dec อาร์เจนติน่าได้มีโอกาสร่วมแบ่งปันประสบการณ์การทำโครงการนี้ ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจากอุรุกวัย ชิลี เวเนซุเอลา เปรู โคลอมเบีย เม็กซิโก และคอสตาริกา

การผลักดันขับเคลื่อนการลดการผ่าตัดคลอดที่ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ในละตินอเมริกา เริ่มมองเห็นได้อย่างเป็นรูปธรรมชัดเจนแล้ว 🎉💯❤️👏

โครงการวิจัย Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) นี้ ได้ดำเนินการวิจัยพร้อมกันใน 4 ประเทศทั่วโลกได้แก่ ประเทศไทย ประเทศเวียดนาม ประเทศอาร์เจนติน่า และประเทศเบอร์กิน่าฟาโซ และกำลังเข้าสู่ระยะการสรุปและวิเคราะห์ผลจากการเก็บข้อมูลวิจัยในช่วงท้าย

15 พฤษภาคม 2567

ทารกที่เกิดโดยการผ่าคลอดจำเป็นต้องได้รับวัคซีนมากกว่าทารกที่เกิดโดยการคลอดธรรมชาติ

ข่าวจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ คลิกที่นี่เพื่ออ่าน เมื่อวันที่ 13 พ.ค. 2567 ให้ข้อมูลว่าทารกที่เกิดโดยการผ่าคลอดจำเป็นต้องได้รับวัคซีนโรคหัดสองเข็ม เนื่องจากเข็มแรกมีแนวโน้มที่จะไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอ เมื่อเทียบกับมากกว่าทารกที่เกิดโดยการคลอดธรรมชาติที่ต้องการวัคซีนเพียงเข็มเดียว

งานวิจัยพบว่าการได้รับวัคซีนหัดเพียงเข็มเดียวมีแนวโน้มที่จะไม่มีประสิทธิภาพถึง 2.6 เท่าในทารกที่เกิดโดยการผ่าตัดคลอด เพราะระบบภูมิคุ้มกันของพวกเขาไม่สามารถผลิตแอนติบอดีได้เพียงพอ อย่างไรก็ตาม การได้รับวัคซีนเข็มที่สองจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงต่อโรคหัดได้ดีขึ้น

ความแตกต่างในประสิทธิภาพของวัคซีนในทารกที่เกิดโดยวิธีแตกต่างกันนี้ เกิดจากความแตกต่างในจุลินทรีย์ในลำไส้ของทารก ทารกที่เกิดโดยการคลอดธรรมชาติจะได้รับจุลินทรีย์จากช่องคลอดแม่โดยตรง ซึ่งช่วยในการพัฒนาระบบภูมิคุ้มกันที่ดีกว่า ในขณะที่ทารกที่เกิดโดยการผ่าคลอดจะไม่ได้รับจุลินทรีย์เหล่านี้ในลักษณะเดียวกัน ทำให้การพัฒนาของจุลินทรีย์ในลำไส้และระบบภูมิคุ้มกันของทารกที่เกิดจากการผ่าคลอดช้าลงกว่าทารกคลอดธรรมชาติ

โรคหัดเป็นโรคที่แพร่ระบาดได้ง่ายและอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่ร้ายแรง แม้จะมีความพยายามระดับโลก แต่ก็มีความกังวลเกี่ยวกับการลดลงของอัตราการฉีดวัคซีนหัด ทำให้การได้รับวัคซีนเข็มที่สองสำหรับทารกที่เกิดจากการผ่าคลอดนี้มีความสำคัญยิ่งขึ้นเพื่อการป้องกันที่เพียงพอสำหรับทารก

2 พฤษภาคม 2567

ทำไมคุณแม่จึงควรมีเพื่อนผู้คลอด

ผลการวิจัยหลายชิ้นยืนยันว่า การมีเพื่อนผู้คลอดให้ประโยชน์มากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คุณแม่ผู้คลอดจะได้รับกำลังใจและการสนับสนุนทางด้านอารมณ์ เช่น การคอยอยู่เป็นเพื่อน การสร้างความเชื่อมั่น และการแสดงความชื่นชม

เพื่อนผู้คลอดยังสามารถช่วยทำให้คุณแม่ผู้คลอดรู้สึกสบายขึ้น เช่น การสัมผัสอย่างปลอบโยน การนวด การช่วยให้ได้เปลี่ยนอิริยาบถ ช่วยให้ได้ดื่มน้ำเพียงพอและช่วยเหลือเวลาต้องปัสสาวะ และยังช่วยสื่อสารแทนคุณแม่ยามที่ต้องการ

นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่าคุณแม่ผู้คลอดที่ได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อนผู้คลอดมีความเป็นไปได้สูงกว่าที่จะคลอดทางช่องคลอดโดยไม่ต้องใช้อุปกรณ์ช่วยเช่น คีม เครื่องดูดสุญญากาศ หรือใช้การผ่าตัดคลอด ลดการใช้ยาช่วยบรรเทาอาการปวด และลดระยะเวลาการคลอดให้สั้นลงได้อีกด้วยค่ะ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.xn--42c6aa1a0amqc3ed0c.com/?page_id=388

1 พฤษภาคม 2567

ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ Social Scientists ของโครงการ Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) ดร.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ และดร.วราลักษณ์ กิตติวัฒน์ไพศาล ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการสำรวจหลังการคลอด (Post-partum survey) ที่โรงพยาบาลอุดรธานี จ. อุดรธานี ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ

การเก็บข้อมูลนี้เป็นการเก็บข้อมูลช่วงสุดท้ายก่อนสรุปโครงการวิจัย

โดยนักวิจัยจากโครงการ Quali-Dec คลอดปลอดภัย ได้ทำการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลในส่วนงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ โดยจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 2 อาทิตย์

ทางโครงการขอกราบขอบพระคุณในความร่วมมือและการต้อนรับของทีมงานทุกท่านจากโรงพยาบาลอุดรธานีเป็นอย่างสูงด้วยนะคะ

30 เมษายน 2567

โครงการ Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) ประเทศอาร์เจนติน่า ประสบความสำเร็จอีกขั้นในการผลักดันให้บังคับใช้มาตรการควบคุมการผ่าตัดคลอด (ที่อาจไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์) ในระดับเทศบาลแห่งเมืองโรซาริโอ (Rosario) ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดในรัฐซานตาเฟ ประเทศอาร์เจนตินา ตั้งแต่วันที่ 11 เมษายน ที่ผ่านมา

โดยในประเทศอาร์เจนติน่านี้ เป็นหนึ่งในสี่ประเทศ ที่เข้าร่วมโครงการวิจัย Quali-Dec เพื่อสนับสนุนให้มีการลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ร่วมกับประเทศไทย ประเทศเวียดนาม และประเทศเบอร์กิน่าฟาร์โซ

โดยเทศบาลเมืองโรซาริโอ ได้ออกมาตรการ “แผนการสำหรับการผ่าตัดคลอดอย่างเหมาะสม” อันเนื่องมาจากสาเหตุการเพิ่มขึ้นของผ่าตัดคลอดอย่างรวดเร็วในประเทศ โดยเฉพาะที่เมืองโรซาริโอ โดยในรพ.รัฐ มีอัตราการผ่าตัดคลอดอยู่ที่ 30-35% ในขณะที่รพ.เอกชนโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 50% และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้นไปถึง75% – 80% ได้

ขอแสดงความยินดีกับความสำเร็จอีกขั้นอย่างเป็นรูปธรรมของโครงการ Quali-Dec อาร์เจนติน่าด้วยค่ะ

25 เมษายน 2567

คุณแม่เคยได้ยินคำว่า “ชั่วโมงทอง” (the Golden Hour) กันไหมคะ

ในทางสูติศาสตร์นั้น เรารู้จัก Golden Hour ว่าหมายถึงช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงทันทีหลังคลอดค่ะ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีความสำคัญมากสำหรับคุณแม่และทารกแรกคลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่คุณแม่ได้สัมผัสอุ้มกอดลูกน้อยและได้ให้นมทันทีหลังคลอด

เว็บไซต์ขององค์การยูนิเซฟ ได้อธิบายถึงประโยชน์ในทางวิทยาศาสตร์ของการที่คุณแม่ได้อุ้มกอดสัมผัสลูกทันทีหลังคลอดไว้หลายประการ คือ

1. ช่วยให้แม่และทารกน้อยรู้สึกสบายใจและสงบขึ้น

2. ช่วยให้การหายใจและการเต้นของหัวใจทารกมีจังหวะที่สม่ำเสมอเร็วขึ้น ปรับตัวกับโลกนอกมดลูกของแม่ได้ไวขึ้น

3. กระตุ้นระบบย่อยอาหาร ทำให้ทารกต้องการนมแม่เร็วขึ้น

4. ทำให้อุณหภูมิร่างกายปรับสู่สภาพปกติได้เร็วขึ้น

5. ผิวเนื้อทารกที่สัมผัสกับร่างกายแม่จะได้สัมผัสกับแบคทีเรียที่ดี กระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ดีขึ้น

6. แม่จะได้รับการกระตุ้นฮอร์โมนที่ช่วยให้น้ำนมมาเร็วขึ้นและยังกระตุ้นสัญชาตญาณความเป็นแม่ได้ชัดเจนขึ้น

การคลอดทางช่องคลอด หรือการคลอดธรรมชาติ จะได้เปรียบตรงที่คุณแม่มีโอกาสได้ตักตวงชั่วโมงทองนี้ได้ทันทีหลังคลอดเลยนะคะ หากว่าคุณแม่และทารกน้อยไม่ได้มีภาวะฉุกเฉินใด ๆ หลังการคลอด

ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเมื่อเทียบกับการผ่าตัดคลอด เพราะการผ่าคลอดส่วนใหญ่จะพลาดโอกาสสำคัญนี้ได้ เนื่องจากคุณแม่และทารกมักจะไม่พร้อม เนื่องจากอยู่ในสภาวะการผ่าตัด คุณแม่ยังเจ็บแผลผ่าตัดหรือยังไม่หมดฤทธิ์ยาจากการผ่าตัดค่ะ

อ่านต่อได้ที่เว็บไซต์ยูนิเซฟ https://www.unicef.org.uk/…/imple…/skin-to-skin-contact/

24 เมษายน 2567

ความในใจของอีกหนึ่งคู่คุณพ่อคุณแม่มือใหม่ ที่เข้าร่วมโครงการเพื่อนผู้คลอด ที่รพ. นพรัตนราชธานี หนึ่งในแปดโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการวิจัยคลอดปลอดภัย (Quali-Dec)

การให้มี “เพื่อนผู้คลอด” (Labour Companion, Birth Partner) ที่คุณแม่ไว้ใจและเลือกให้เข้าไปช่วยเหลือในระหว่างการคลอด เป็นหนึ่งในวิธีการที่จะช่วยลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นและสนับสนุนให้คุณแม่สามารถคลอดธรรมชาติได้อย่างราบรื่น

เพราะการคลอดเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากและเจ็บปวด คุณแม่ผู้คลอดส่วนใหญ่มักจะมีความกังวลหวาดกลัวเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว

การที่มีเพื่อนผู้คลอด ซึ่งเป็นบุคคลที่คุณแม่รักและไว้ใจเข้าไปให้กำลังใจ และให้ความช่วยเหลือระหว่างเจ็บท้องรอคลอดด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น คอยนวดเบา ๆ เปิดเพลง พาไปเข้าห้องน้ำ คอยช่วยพยุงให้เปลี่ยนท่าทาง สิ่งเหล่านี้ จะช่วยให้คุณแม่ผ่อนคลายและมีกำลังใจที่จะคลอดเองได้อย่างปลอดภัย

23 เมษายน 2567

การตัดสินใจเลือกรูปแบบการคลอด คุณแม่ควรจะต้องมีข้อมูลให้ครบถ้วนรอบด้าน (Informed decision-making) โดยตัดสินใจจากเงื่อนไขด้านสุขภาพของคุณแม่และทารกในครรภ์เป็นหลัก

การตัดสินใจของคุณแม่ในการเลือกวิธีการคลอด มีผลกระทบทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อสุขภาพของคุณแม่และลูกน้อยนะคะ เพราะฉะนั้นศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อมูลทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ ปรึกษาแพทย์อย่างละเอียดเพื่อจะได้ตัดสินใจร่่วมกัน และเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายและจิตใจให้ดีก่อนคลอดนะคะ

และสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ www.คลอดปลอดภัย.com

22 เมษายน 2567

นมแม่เป็นวิธีที่สุดในการสร้างเสริมสุขภาพและเพิ่มอัตราการรอดชีวิตให้กับทารก

การให้นมแม่สามารถช่วยชีวิตทารกได้กว่า 820,000 คนต่อปี น่าเสียดายที่ในปัจจุบันนี้มีทารกเพียง 40% เท่านั้นที่ได้รับนมแม่เพียงอย่างเดียวในช่วงหกเดือนแรกของชีวิต

องค์การอนามัยโลกส่งเสริมและสนับสนุนให้เลี้ยงทารกด้วยนมแม่แต่เพียงอย่างเดียวอย่างน้อยเป็นเวลา 6 เดือน เพราะนมแม่เป็นแหล่งอาหารที่ดีที่สุดตามธรรมชาติของลูก

อย่างไรก็ตาม การให้นมแม่ต้องอาศัยการเรียนรู้และแม่หลายคนมักจะประสบปัญหาในช่วงเริ่มต้น การปฏิบัติหลังคลอดหลายอย่าง เช่น การแยกแม่และลูกหลังคลอดทันที การใช้ห้องเด็กอ่อน และการเสริมนมผงสำหรับทารก จริง ๆ แล้วยิ่งเป็นการลดโอกาสการให้นมแม่ที่ประสบความสำเร็จ

การผ่าตัดคลอดก็เป็นสาเหตุหนึ่งเช่นกันที่ลดโอกาสความสำเร็จของการให้นมแม่ เนื่องจากทารกไม่สามารถดูดนมได้ทันทีหลังคลอด อันเนื่องมาจากแผลผ่าตัดและฤทธิ์ของยาชาหรือยาสลบที่ต้องให้กับแม่ซึ่งอาจส่งผลต่อลูกได้

ที่มาของข้อมูลและรูปภาพ: เว็บไซต์องคการอนามัยโลก World Health Organization (WHO)https://www.who.int/…/facts-in…/detail/breastfeeding

19 เมษายน 2567


สัมภาษณ์คุณแม่ผู้เข้าร่วมโครงการ Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) จากประเทศอาร์เจนติน่า ถึงประสบการณ์ของการศึกษาข้อมูลจากคู่มือผู้คลอดเพื่อการตัดสินใจเลือกการคลอดที่เหมาะสมกับสภาวะด้านสุขภาพของคุณแม่ค่ะ

The Quali-Dec team would like to share an Argentinian experience with you: in this video, discover Aylén and her adorable baby 🍼💕 This young mum explains how the Quali-Dec Decision analysis Tool helped her during her prenatal visits.

Every birth is unique. The choice of delivery route depends on a number of factors such as your baby’s weight, size and position, as well as your medical history. This tool is designed to provide you with information and help you reveal your preferences when it comes to mode of delivery….

Follow @informacionparanacimientos to know more about our project in Argentina

🤰
✨

Ready to be inspired? Download our app in the link in our bio 📲

17 เมษายน 2567


พังผืดในช่องท้องมักเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัดประเภทต่าง ๆ โดยโอกาสเกิดพังผืดอาจแบ่งได้ดังนี้

– จากการขูดมดลูก 20%

– จากการผ่าตัดผ่านกล้อง 40%

จากการผ่าตัดคลอด 60%

– จากการผ่าตัดใหญ่ 90%

เกิดพังผืดในช่องท้องแล้ว จะมีปัญหาอะไร

– 1ใน 3 ของผู้ป่วยจะต้องได้กลับมารักษาที่รพ. จากสาเหตุพังผืด ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอาการปวดท้องน้อยเรื้อรังได้ โดยอันตรายจากพังผืดอาจก่อให้เกิดภาวะต่าง ๆ ได้เช่น

75% เกิดภาวะลำไส้อุดตัน

25% เกิดภาวะแทรกซ้อนจากการผ่าตัดซ้ำ

40% เกิดภาวะมีบุตรยาก

โอกาสของการเกิดพังผืดจากการผ่าตัดคลอด

– ผ่าตัดคลอดครั้งแรก มีโอกาสเกิดพังผืด 43%

– ผ่าตัดคลอดครั้งที่ 2 มีโอกาสเกิดพังผืด 67%

พังผืดเกิดขึ้นได้แม้แต่กับคนที่มีโอกาสน้อยก็ตามหากผ่าตัดซ้ำหลายครั้ง ดังนั้นจึงควรผ่าตัดคลอดอย่างมีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นทางการแพทย์

ที่มา: เพจการแพทย์แปดนาที https://fb.watch/rtXM5fh0M0/

16 เมษายน 2567


จากการศึกษาของคณะสาธารณสุข Columbia University Mailman School of Public Health ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ศึกษาสตรีผู้คลอดจำนวนกว่า 4,500 คนพบว่า สตรีผู้คลอดถึง 1 ใน 8 คน รู้สึกว่าตนเองได้รับการปฏิบัติที่ไม่ดีในระหว่างการคลอด

โดย 7.6% ของแม่ผู้คลอดรู้สึก “ถูกเพิกเฉย” “ไม่ได้รับการตอบสนองต่อคำร้องขอ” หรือ “ไม่ได้รับการตอบสนองอย่างทันท่วงที” จากเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ อีก 4.1% “ถูกดุหรือตะคอกใส่” และอีก 2.3% บอกว่าตน “โดนขู่ว่าจะไม่ได้รับความช่วยเหลือ จนกว่าจะยินยอมรับการรักษาแบบที่ไม่ได้ต้องการ”

โดยการได้รับการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องนี้จะเพิ่มจำนวนขึ้นในกลุ่มแม่ที่เป็น LGBTQ+ มีประวัติติดยา เป็นโรคอารมณ์แปรปรวน กลุ่มที่ไม่ได้แต่งงาน และมีประวัติอยู่ในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง รวมไปถึงกลุ่มแม่ที่ต้องผ่าตัดคลอดแบบที่ไม่ได้วางแผนล่วงหน้าด้วย

ประสบการณ์ในการคลอดเชิงลบนี้จะส่งผลระยะยาวต่อความเครียดหลังคลอดของแม่ เกิดความรู้เชิงลบต่อสภาพร่างกายตนเอง และเกิดความกลัวที่จะตั้งครรภ์ครั้งต่อไปได้

โดยคำแนะนำของการศึกษาครั้งนี้คือการเรียกร้องให้มีการวางนโยบายให้มีการวางโครงสร้าง “การดูและระหว่างการคลอดแบบให้เกียรติ” โดยอาจสามารถวางแนวปฏิบัติที่เหมาะสมได้ในหลากหลายรูปแบบ

ที่มาของข่าว: https://www.cbsnews.com/…/mistreatment-during…/

11 เมษายน 2567


วันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา Social Scientists ดร.สมพร รุ่งเรืองกลกิจ และดร.วราลักษณ์ กิตติวัฒน์ไพศาล จากโครงการวิจัย Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) ได้ลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูลการสำรวจหลังการคลอด (Postpartum Survey) ที่โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร จ. ปราจีนบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในแปดโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ และเป็นการเก็บข้อมูลช่วงสุดท้ายก่อนสรุปโครงการวิจัย

โดยนักวิจัยจากโครงการ Quali-Dec คลอดปลอดภัย ได้ทำการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลในส่วนงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยในการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ โดยจะใช้เวลาในการเก็บข้อมูลประมาณ 2 อาทิตย์

ทางโครงการขอกราบขอบพระคุณในความร่วมมือและการต้อนรับของทีมงานทุกท่านจากโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรเป็นอย่างสูงค่ะ

10 เมษายน 2567

อากาศร้อนจัดอาจเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดบุตรได้ถึง 2 เท่า

รายงานข่าว BBC Thai ได้นำเสนอรายงานการวิจัยล่าสุดในอินเดียพบว่า การทำงานในสภาวะอากาศที่ร้อนจัดเพิ่มความเสี่ยงในการคลอดบุตรของหญิงตั้งครรภ์ได้มากเป็น 2 เท่า รวมถึงการแท้งลูกด้วย

อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นเกือบ 3 องศาเซลเซียสในช่วงสิ้นสุดของศตวรรษนี้เมื่อเทียบกับช่วงยุคก่อนอุตสาหกรรม ส่งผลต่อมนุษย์ในทุกรูปแบบ และองค์การอนามัยโลกได้ออกมาเตือนถึง “ภัยคุกคามที่มีอยู่จริง และส่งผลต่อพวกเราทุกคน” โดยเฉพาะที่หญิงตั้งครรภ์ต้องเผชิญกับ “ผลที่มาตามมาที่ร้ายแรงที่สุดบางประการ”

งานวิจัยหลายชิ้นก่อนหน้านี้ซึ่งส่วนใหญ่เก็บข้อมูลในประเทศที่มีรายได้สูงอย่างสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย ระบุว่าหญิงตั้งครรภ์มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น 15% ต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือการคลอดในช่วงที่เกิดปรากฏการณ์คลื่นความร้อน แต่การค้นพบล่าสุดจากอินเดียเป็นการศึกษาที่มีความสมบูรณ์และน่ากังวล รวมทั้งมีผลกระทบเป็นวงกว้าง

ณ ปัจจุบัน ไม่มีคำแนะนำที่เป็นสากลว่า หญิงตั้งครรภ์ที่ต้องทำงานควรอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ร้อนไม่เกินระดับใด แต่มีคำแนะนำต่อหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องทำงานในสภาพอากาศร้อนจัดว่า

– หลีกเลี่ยงการอยู่ที่ที่อากาศร้อนเป็นเวลานาน

– หมั่นเข้าที่ร่มเมื่อต้องทำงานกลางแจ้งในวันที่อากาศร้อน

– เลี่ยงการออกกำลังกายหรืออาบแดดเป็นเวลานานในช่วงที่ร้อนที่สุดของวัน

– อย่าให้ร่างกายขาดน้ำ ด้วยการดื่มน้ำสม่ำเสมอ

ที่มา: https://www.bbc.com/thai/articles/cpv076z9719o

9 เมษายน 2567

ปีนี้ประเทศไทยร้อนหนักกว่าที่เคย จนรู้สึกได้เลยใช่ไหมคะ

ภาวะโลกร้อนที่คนหลายคนเพิกเฉย คิดว่าไกลตัว น่าจะส่งผลกระทบจนเราทุกคนเริ่มตระหนักชัดกันแล้ว

ภาวะโลกร้อนเป็นผลจากการเลือกกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ที่สิ้นเปลือง ที่ไม่จำเป็น เพียงเพื่อเลือกความสะดวกสบายกับตัวเอง มากกว่าที่จะช่วยกันรักษาสิ่งแวดล้อม

การผ่าตัดคลอดโดยที่ไม่มีความจำเป็นทางการแพทย์ ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดโลกร้อนด้วยค่ะ จากผลการวิจัยเปรียบเทียบจากประเทศสหรัฐอเมริกา ชี้ให้เห็นว่าการผ่าตัดคลอดกับการคลอดทางช่องคลอดตามธรรมชาตินั้น มีผลที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนมากกว่ากันครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว อันเกิดจากสาเหตุที่การผ่าตัดคลอดจะต้องสิ้นเปลืองกับอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ได้ใหม่มากกว่า รวมไปถึงใช้ทรัพยากรบุคคลมากกว่าด้วย

ที่มา: https://www.ncbi.nlm.nih.gov/pmc/articles/PMC3563327/…

5 เมษายน 2567


อ่านรายงานการวิจัยฉบับเต็มชิ้นล่าสุด ของโครงการ Quali-Dec คลอดปลอดภัย เรื่อง การตั้งครรภ์และการคลอดบุตรของผู้หญิง: การสำรวจในหลายประเทศในกลุ่มประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง (ตีพิมพ์ 28 มีนาคม 2024) ในวารสาร Midwifery: https://doi.org/10.1016/j.midw.2024.103979

ผู้เขียนหลัก: Camille Etcheverry, ผดุงครรภ์และนักศึกษาระดับปริญญาเอกในสาขาระบาดวิทยาในโครงการ QUALI-DEC – มีนาคม 2024

Source: Blog จากเว็บไซต์หลักของโครงการ https://www.qualidec.com/…/womens-caesarean-section…/

4 เมษายน 2567

8 วิธีง่าย ๆ เพื่อช่วยส่งเสริมการคลอดธรรมชาติ ลดโอกาสที่จะต้องผ่าตัดคลอด

1. ศึกษาหาความรู้เรื่องการคลอด จากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้

2. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

3. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์

4. ออกกำลังกายสม่ำเสมอที่เหมาะสำหรับแม่ตั้งครรภ์

5. หลีกเลี่ยงการกระตุ้นการคลอด

6. ทำใจให้สบาย พยายามไม่เครียด

7. มีเพื่อนผู้คลอดที่ไว้วางใจอยู่ด้วยระหว่างการคลอด

8. เลือกโรงพยาบาลหรือแพทย์ที่มีอัตราการผ่าตัดคลอดต่ำ

ที่มา: Sorce: “8 Wonderful Tips To Avoid C-Section And Ensure Normal Delivery!”, https://www.lybrate.com/…/15dd0a56e17e5ad057f84a2d8eabb860

2 เมษายน 2567

“ผ่าคลอด มีผลต่อน้ำนมแม่หลังคลอดไหม” โดย พญ. ปนัดดา บรรยงวิจัย สูตินรีแพทย์

ที่มา: YouTube ช่อง DrNoon Channel ( https://www.youtube.com/watch?v=fGxFYfWMxDM&list=WL&index=26 )

การผ่าคลอดโดยส่วนใหญ่จะมีผลต่อการมาของน้ำนมแม่ ที่จะมาช้ากว่าการคลอดธรรมชาติ

เพราะกลไกการพัฒนาของเต้านมเพื่อผลิตน้ำนม จะมีการพัฒนาสูงสุดในช่วงระหว่างการเจ็บครรภ์คลอด เพราะฮอร์โมนที่หลั่งออกมาในช่วงที่เจ็บครรภ์คลอดจะไปกระตุ้นเต้านมตามธรรมชาติ เพราะฉะนั้นคุณแม่ที่คลอดธรรมชาติทางช่องคลอดจะได้รับฮอร์โมนตัวนี้ตั้งแต่ช่วงระยะเจ็บครรภ์คลอด คุณแม่คลอดธรรมชาติส่วนใหญ่จึงจะสามารถให้นมลูกได้เลยทันทีหลังคลอด

ในขณะที่คุณแม่ผ่าคลอดอาจจะใช้เวลาช้ากว่าถึงสองสามวันกว่าน้ำนมจะมา โดยสามารถทำการกระตุ้นได้ด้วยการให้ลูกดูดนมจากเต้า (เข้าเต้า) เพื่อช่วยกระตุ้นฮอร์โมน แม้ว่าในช่วงสองสามวันแรกน้ำนมจะยังไม่มา แต่ก็ต้องให้ลูกเข้าเต้าบ่อย ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสให้น้ำนมมาเร็วขึ้น

1 เมษายน 2567

คำว่า “geriatric mother” หรือในปัจจุบันทางการแพทย์นิยมใช้คำว่า “advanced maternal age” หมายถึงสตรีตั้งครรภ์ที่มีอายุเกิน 35 ปี ซึ่งถือว่าเป็นแม่ที่ตั้งครรภ์สูงอายุ ซึ่งการตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมากขึ้นนี้จะมาพร้อมกับความเสี่ยงหลายประการ

ในปัจจุบันแม้ว่าสังคมจะมีความรู้มากขึ้นเรื่องการดูแลสุขภาพให้แข็งแรง จนทำให้หลายคนยังดูอ่อนเยาว์แม้ว่าจะมีอายุเข้าวัยเลข 3 หรือเลข 4 แต่หากเป็นเรื่องของการตั้งครรภ์แล้ว ความแข็งแรงของไข่ในสตรีที่มีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไปนั้น มีแนวโน้มจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด

และยิ่งเป็นเรื่องการคลอดด้วยแล้วแม่ที่สูงวัยจะมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะต้องผ่าตัดคลอด เนื่องจากมีความแข็งแรงของกล้ามเนื้อท้องน้อยไม่มากพอที่จะเบ่งคลอดเอง อัตราการผ่าตัดคลอดที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งก็เนื่องมาจากสาเหตุที่สตรีในยุคปัจจุบันตั้งครรภ์เมื่ออายุมากขึ้น

BBC World Service (ที่มา: https://www.youtube.com/watch?v=ciUAQ0yaJIo&list=WL&index=26 ) ได้อภิปรายถึงสาเหตุว่าทำไมในโลกยุคปัจจุบัน ผู้หญิงหลายคนจึงเลือกที่จะมีลูกคนแรกเมื่อมีอายุเกิน 35 ปีไปแล้ว พบว่ามีสาเหตุหลายประการที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กันทั้งเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม รวมไปถึงการศึกษาที่สูงขึ้นของผู้หญิง การมีความรู้มากขึ้นเรื่องการคุมกำเนิด และการเจริญเติบโตของสังคมเมือง ปัจจัยเหล่านี้มีผลกระทบโดยตรงต่อการเลือกที่จะมีบุตรช้าหรือไม่มีบุตรเลยของคนในยุคปัจจุบัน

28 มีนาคม 2567

ในวันนี้ทีมงานวิจัย Quali-Dec คลอดปลอดภัย ได้มีโอกาสนำ Ms. Emma Wallengren ผู้ช่วยวิจัยโครงการ Quali-Dec ฝ่ายประเมินกระบวนการวิจัย ซึ่งเป็นหนึ่งในทีมงานโครงการจากประเทศฝรั่งเศส มาสวัสดีทักทายและลงพื้นที่ที่โรงพยาบาลขอนแก่น หนึ่งในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการวิจัยของเรา เพื่อทำความเข้าใจในบริบทพื้นที่และสังคมวัฒนธรรมของโรงพยาบาลในประเทศไทย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประเมินกระบวนการวิจัย ในช่วงปีสุดท้ายของโครงการ

โดยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นยิ่งจากพี่ ๆ เจ้าหน้าที่แผนกห้องคลอด โรงพยาบาลขอนแก่น ขอกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างยิ่งค่ะ

27 มีนาคม 2567

งานวิจัยที่ตีพิมพ์ล่าสุดจากโครงการ Quali-Dec (คลอดปลอดภัย) เรื่อง “Women’s caesarean section preferences: A multicountry cross-sectional survey in low- and middle-income countries” (เรื่อง “ความต้องการผ่าตัดคลอด”: การสำรวจในหลายประเทศในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง ในประเทศที่มีรายได้ต่ำจนถึงปานกลาง)

ที่มา: Source: https://www.sciencedirect.com/…/pii/S0266613824000639…

ผลการวิจัยจากการสำรวจในหลายประเทศเกี่ยวกับความต้องการในการผ่าตัดคลอดของสตรีตั้งครรภ์เผยประเด็นสำคัญดังนี้

1. การศึกษานี้ได้ทำการเก็บข้อมูลในประเทศอาร์เจนตินา บูร์กินาฟาโซ ประเทศไทย และเวียดนาม ซึ่งเป็นประเทศที่มีระดับรายได้และแนวโน้มอัตราการผ่าตัดคลอด (CS) ที่แตกต่างกัน

2. ปัจจัยที่ส่งผลต่ออัตราการผ่าตัดคลอดที่สูงในประเทศเหล่านี้ ได้แก่ นโยบายสาธารณสุขที่สนับสนุนการผ่าตัดคลอดฟรี อัตราการผ่าตัดคลอดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงการผ่าตัดคลอด

3. การวิจัยใช้แบบจำลองเพื่อวิเคราะห์ความต้องการของสตรีตั้งครรภ์ในเรื่องวิธีการคลอดบุตร และปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความต้องการในการผ่าตัดคลอดในช่วงปลายของการตั้งครรภ์

4. ความกลัวความเจ็บปวดของผู้หญิง และอิทธิพลของแพทย์เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความต้องการในการผ่าตัดคลอด

5. การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการให้ข้อมูลเชิงประจักษ์ต่อสตรีตั้งครรภ์ และสนับสนุนให้มีแนวปฏิบัติเพื่อลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น

โดยรวมแล้ว ผลการวิจัยนี้เน้นให้เห็นถึงความจำเป็นในการกำหนดเป้าหมายแนวทางเพื่อตอบสนองความต้องการของสตรีตั้งครรภ์ในการเลือกการคลอดที่ปลอดภัย ปรับปรุงบริการดูแลสุขภาพของมารดา และลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นในประเทศที่มีรายได้น้อยและปานกลาง

19 มีนาคม 2567

งานวิจัยชิ้นล่าสุดของโครงการ Quali-Dec คลอดปลอดภัย ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร BMC Pregnancy and Childbirth เมื่อเดือนมกราคม 2567 ที่ผ่านมา (ที่มา: https://bmcpregnancychildbirth.biomedcentral.com/…/s128… )

งานวิจัยเรื่อง “How does hospital organisation influence the use of caesarean sections in low- and middle-income countries? A cross-sectional survey in Argentina, Burkina Faso, Thailand and Vietnam for the QUALI-DEC project” (โครงสร้างการจัดการของโรงพยาบาลมีอิทธิพลต่อการผ่าตัดคลอดอย่างไร ในประเทศที่มีรายได้ระดับต่ำถึงปานกลาง แบบสำรวจในประเทศอาร์เจนติน่า เบอร์กิน่าฟาโซ ประเทศไทย และเวียดนาม)

โครงการวิจัย QUALI-DEC คลอดปลอดภัย ไดัเริ่มทำการสำรวจข้อมูลในโรงพยาบาลจาก 4 ประเทศ ได้แก่ อาร์เจนตินา เบอร์กินาฟาโซ ประเทศไทย และเวียดนาม เพื่อศึกษาผลกระทบของปัจจัยด้านโครงสร้างการบริหารจัดการของโรงพยาบาลที่มีผลกระทบต่อการผ่าตัดคลอด

โครงการวิจัยนี้ศึกษาสตรีตั้งครรภ์กว่า 2,000 คนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดที่จะต้องผ่าตัดคลอด ทำให้พบว่าโครงสร้างการบริหารจัดการในโรงพยาบาลส่งผลให้เกิดการผ่าตัดคลอดเพิ่มขึ้นได้ อาทิเช่น การขาดความเป็นส่วนตัวในโรงพยาบาล ความขาดแคลนด้านพื้นที่ทำให้ต้องใช้พื้นที่การคลอดร่วมกันส่งผลให้สตรีตั้งครรภ์มีความพอใจที่จะผ่าตัดคลอดมากกว่า และเพื่อเพิ่มความสะดวกให้กับสตรีตั้งครรภ์บุคลากรทางการแพทย์ได้เอื้ออำนวยให้เกิดการผ่าตัดคลอดขึ้นด้วย

นอกจากนี้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าหากมีจำนวนบุคลากรทางการแพทย์ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีเงื่อนไขในเรื่องการจัดการทรัพยากรของโรงพยาบาลเข้าร่วมด้วย จะทำให้จำนวนการผ่าตัดคลอดในโรงพยาบาลเหล่านี้เพิ่มมากขึ้น เช่น เงื่อนไขที่ว่าจะต้องมีวิสัญญีแพทย์ประจำการ 24 ชม. เป็นต้น

โดยสรุปแล้ว สาเหตุจากการขาดความเป็นส่วนตัว การเข้าถึงการผ่าตัดได้ง่าย และการดูแลระหว่างการคลอดที่จำกัดทำให้เกิดการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นเพิ่มสูงขึ้นในกลุ่มสตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงต่ำ จึงมีความจำเป็นจะต้องมีการแก้ไขปรับปรุงเงื่อนไขและสิ่งแวดล้อมที่เป็นอุปสรรค ร่วมไปกับการใช้แนวปฏิบัติในการให้ข้อมูลความรู้ที่ถูกต้อง เพียงพอ ครบถ้วนต่อสตรีตั้งครรภ์ในการเลือกวิธีการคลอดด้วย

18 มีนาคม 2567

ที่มา สำนักข่าวเดลินิวส์ออนไลน์ (15 มีนาคม 2567)

“มีครอบครัวจำนวนไม่น้อยที่ยังขาดองค์ความรู้เกี่ยวกับการเลือกวิธีคลอด และไม่ทราบว่าวิธีการคลอดสัมพันธ์กับสุขภาพเด็ก ตลอดจนคุณภาพชีวิตของลูก ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว”

นี่เป็นส่วนหนึ่งจากที่มีการระบุไว้ในชุดข้อมูลเรื่อง “ลบล้างความเชื่อพ่อ-แม่ ฤกษ์คลอดที่ดีที่สุดต่อสุขภาพลูกน้อย คือฤกษ์คลอดตามธรรมชาติ” ที่จัดทำโดย โครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) ซึ่งได้สะท้อนไว้เกี่ยวกับผลกระทบทางสุขภาพ หลังจากพบปัญหา “เด็กไทยเติบโตโดยไม่แข็งแรงเพิ่มขึ้น!!” โดยที่ “มีปัจจัยส่วนหนึ่งเกิดจากความเชื่อฤกษ์คลอด”

ในชุดข้อมูลโดย HITAP ที่ “ทีมสกู๊ปเดลินิวส์” นำมาสะท้อนต่อในวันนี้ ระบุไว้ว่า… ปัจจุบันหลายครอบครัวกำลังเป็นทุกข์เนื่องจากลูกเติบโตขึ้นโดยมีสุขภาพไม่แข็งแรง ซึ่งมีการศึกษาพบว่ามีครอบครัวไม่น้อยที่ยังขาดองค์ความรู้ในการเลือกวิธีคลอดลูก และไม่รู้ว่าวิธีคลอดสัมพันธ์โดยตรงกับสุขภาพเด็กทั้งระยะสั้นและระยะยาว ทำให้พ่อแม่ยุคใหม่ “ใช้วิธีผ่าคลอด” โดยที่ “ไม่มีความจำเป็น หรือไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์” โดยส่วนหนึ่งนั้น สาเหตุที่หลายครอบครัวเลือกตัดสินใจใช้วิธีนี้ มาจากเรื่อง “ความเชื่อเกี่ยวกับฤกษ์ผานาที” ขณะที่บางส่วนเลือกผ่าคลอดก็เพราะ “กลัวความเจ็บปวดขณะคลอด”

อย่างไรก็ตาม การที่เลือกใช้วิธี “คลอดลูกด้วยการผ่าตัด” ทั้งที่ไม่มีความจำเป็นหรือข้อบ่งชี้ในทางการแพทย์ กรณีนี้ได้ ก่อให้เกิดผลกระทบต่าง ๆ หลายด้าน ทั้งกับตัวเด็ก ทั้งตัวมารดาของเด็ก รวมไปถึงระบบสาธารณสุขด้วย

สำหรับ “ผลกระทบต่อคุณแม่” ที่คลอดโดยผ่าตัด คือ มักมีปัญหาการฟื้นตัวล่าช้า กว่าวิธีคลอดแบบธรรมชาติอีกทั้งยัง เพิ่มความเสี่ยงเมื่อตั้งครรภ์ในครั้งถัดไป จากภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น การแท้ง การตั้งครรภ์นอกมดลูก การเกิดพังผืดในช่องท้อง และการเกิดรกฝังตัวลึกในมดลูก จากรอยแผลผ่าตัดเดิมอีกด้วย

ส่วน “ผลกระทบต่อทารก” ในชุดข้อมูลได้อ้างอิงบทความต่างประเทศที่ตีพิมพ์ในวารสาร American Journal of Epidemiology ปี 2554 ที่ระบุว่า การผ่าคลอดอาจทำให้เกิดผลกระทบต่อทารกได้ตั้งแต่แรกคลอด แบ่งเป็น ระยะสั้น ที่ทำให้ทารก มีความเสี่ยงปัญหาการหายใจ ปัญหาการทำงานของหัวใจ ปัญหาการติดเชื้อระบบทางเดินหายใจส่วนล่าง มากกว่าเด็กที่คลอดตามธรรมชาติ ขณะที่ ระยะยาว นั้น เมื่อเด็กโตขึ้นจะ มีความเสี่ยงป่วยเป็นโรคภูมิแพ้ โรคหืด โรคอ้วน ได้มากกว่าเด็กที่คลอดธรรมชาติ

15 มีนาคม 2567

การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บุคลากรทางการแพทย์ เพื่อร่วมเก็บข้อมูลวิจัยหลังการคลอด (Postpartum Survey) เป็นการเก็บข้อมูลช่วงปีสุดท้ายของโครงการวิจัย Quali-Dec คลอดปลอดภัย

โดยเป็นการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์ผู้ที่เกี่ยวข้องที่ทำงานอยู่ในโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการ อันได้แก่ ผู้ประสานงานโครงการ ผู้นำทางความคิดในโรงพยาบาล บุคลากรทางการแพทย์ที่ปฏิบัติงานจริง และสตรีตั้งครรภ์ที่ได้คลอดในขณะที่เข้าร่วมโครงการ

การเก็บข้อมูลในช่วงปีสุดท้ายนี้ เพื่อประเมินผลของการนำเอาแนวปฏิบัติเพื่อลดอัตราการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็น ที่ทางโครงการ Quali-Dec ได้ทดลองนำไปใช้จริงในโรงพยาบาลมาเป็นระยะเวลาเกือบสองปีแล้วนั้น ว่ามีประสิทธิผลในการช่วยลดการผ่าตัดคลอดที่ไม่จำเป็นลงได้หรือไม่

5 มีนาคม 2567

การตรวจเยี่ยมการเก็บข้อมูลโครงการวิจัยคลอดปลอดภัย (Qualli-Dec) ครั้งที่ 6 ในโรงพยาบาลทั้ง 8 แห่งที่เข้าร่วมโครงการจากทั่วประเทศได้เสร็จสิ้นลงแล้ว โดยเป็นการติดตามตรวจเยี่ยมโครงการและการเก็บข้อมูลวิจัยครั้งสุดท้าย

การเก็บข้อมูลวิจัยในโครงการ Quali-Dec นี้ จะมีการตรวจติดตามผลในทุก ๆ 3 เดือน ต่อเนื่องกันมาเป็นระยะเวลาเกือบสองปี โดยทีมงานวิจัยในแต่ละโรงพยาบาลจะมาแชร์ข้อมูลการนำเอาแนวปฏิบัติทั้ง 4 ประการของโครงการไปปรับใช้ในโรงพยาบาลแต่ละแห่ง

โดยแนวปฏิบัติเหล่านี้ได้แก่ 1) การมีผู้นำทางความคิด 2) การตรวจสอบและให้ผลสะท้อนกลับ 3) การมีเพื่อนผู้คลอด และ 4) การใช้เครื่องมือให้ความรู้เพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกการคลอด

แต่ละโรงพยาบาลสมาชิกได้นำเอาเครื่องมือเหล่านี้ไปปรับใช้ในโรงพยาบาลเพื่อติดตามผลว่าจะสามารถช่วยลดการผ่าตัดคลอดโดยที่ไม่ได้มีข้อบ่งชี้ที่จำเป็นทางการแพทย์ลงได้หรือไม่ โดยได้เก็บข้อมูลต่อเนื่องกันมาตั้งแต่ปี 2565 จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2567 นี้เป็นปีสุดท้ายในการรวบรวมข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์เป็นผลการวิจัยเพื่อสนับสนุนการลดการผ่าตัดคลอดโดยไม่จำเป็นในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะสามารถสรุปผลการวิจัยได้ในสิ้นปี 2567 นี้

4 มีนาคม 2567

สำนักข่าว The Times of India รายงานข่าววันที่ 4 มีนาคม ว่าที่รัฐกรณาฏกะทางตอนกลางของอินเดีย มีการเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของการผ่าตัดคลอดเห็นได้อย่างชัดเจน จากราว ๆ 30% ในช่วงปี 2018-19 มาเป็น 41% ในปี 2023-24

การผ่าตัดคลอดส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นในโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งคุณหมอในโรงพยาบาลมักอ้างถึงสาเหตุความจำเป็นในการผ่าตัดคลอดว่าเป็นเพราะโรคประจำตัวของแม่ เช่น ความดันสูง เบาหวาน และแม่มีอายุมาก

แต่เมื่อลงลึกถึงสาเหตุที่แท้จริงแล้วจะพบว่า ในโรงพยาบาลเอกชนของอินเดียจะมีอัตราการผ่าตัดคลอดสูงกว่าโรงพยาบาลรัฐ โดยมักเป็นการร้องขอให้ผ่าตัดคลอดโดยสตรีตั้งครรภ์เอง เนื่องจากกลัวความเจ็บปวด ต้องการให้คลอดตามฤกษ์ (Mahurat C-sections) และความเข้าใจผิดว่าการผ่าตัดคลอดนั้นปลอดภัย โดยการผ่าตัดคลอดในโรงพยาบาลเอกชนนี้จะเกิดขึ้นในกลุ่มของสตรีตั้งครรภ์ที่คอนข้างมีฐานะ

การผ่าตัดคลอดที่เกิดขึ้นในอินเดียนั้น คล้ายกับหลาย ๆ ประเทศที่มีวัฒนธรรมความเชื่อที่คล้ายคลึงกัน โดยมักเป็นการผ่าตัดคลอดโดยที่ไม่ได้มีเหตุจำเป็นทางการแพทย์ แต่มีความเกี่ยวข้องกับแรงจูงใจทางการทำกำไรของโรงพยาบาล

Read more at: http://timesofindia.indiatimes.com/artic…/108189991.cms…

อ่านข่าวที่น่าสนใจเพิ่มเติมได้ที่นี่